ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive alien species)

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานหมายถึงอะไร?
          ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (alien species) หมายถึง ชนิดพันธุ์ที่เกิดขึ้นในที่ที่แตกต่างจากพื้นที่การแพร่กระจายตามธรรมชาติ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นบางชนิดแพร่ระบาดจนกลายเป็นรุกราน (invasive alien species) หมายถึงว่า ชนิดพันธุ์นั้นคุกคามระบบนิเวศ แหล่งที่อยู่อาศัย หรือชนิดพันธุ์อื่นๆ มีหลายปัจจัยที่มีผลเกื้อหนุนให้ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นตั้งรกรากและรุกรานในที่สุด เป็นที่ทราบกันว่า อิทธิพลทางกายภาพและทางเคมีที่มนุษย์ มีต่อระบบนิเวศได้เพิ่มโอกาสให้ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น กลายเป็นชนิดพันธุ์ที่แพร่ระบาดและรุกราน

เหตุใดทั่วโลก จึงได้ให้ความสนใจต่อชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน?
          การรุกรานของชนิดพันธุ์ได้รับการระบุว่า เป็นการคุกคามที่ร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก เป็นอันดับสองรองจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ในบางประเทศถึงว่าเป็นการคุกคามที่สำคัญที่สุด ชนิดพันธุ์เหล่านี้คุกคามระบบธรรมชาติและระบบการผลิตซึ่งมันแพร่ระบาดเข้าไป ในหลายกรณีได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศอย่างสิ้นเชิง เกิดการครอบครองพื้นที่โดยชนิดพันธุ์เดียว และเกิดการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมักจะส่งผลให้เกิดปัญหาสำคัญทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สุขอนามัย และสังคม ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนับล้านดอลล่าร์สหรัฐและมีผลเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาสู่ประเทศได้อย่างไร?
          การนำเข้าพืชหรือสัตว์จากต่างประเทศ อาจเป็นไปโดยอุบัติเหตุหรือโดยจงใจ พาหะที่สำคัญที่สุดในการนำเข้าชนิดพันธุ์ที่รุกรานโดยไม่จงใจ คือ การเดินทางและการขนส่งระหว่างประเทศ นั่นคือเกี่ยวข้องกับการค้าขายแลกเปลี่ยน การพาณิชย์และเกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยว ในขณะที่พาหะที่สำคัญที่สุดของการนำเข้าโดยจงใจเกี่ยวข้องกับระบบการผลิตทาง ชีวภาพ ได้แก่ การเกษตร การป่าไม้ และการประมง
          เมื่อชนิดพันธุ์พืชหรือสัตว์ใดๆ ถูกนำเข้าไปในส่วนใดๆ ของโลก หากไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ ณ ที่นั้น ประชากรของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นก็จะเจริญเติบโตกลายเป็นศัตรูพืชหรือศัตรูสัตว์ ด้วยวิธีนี้ ชนิดพันธุ์ที่ผู้คนนำเข้าประเทศมาโดยมิได้ตั้งใจ ก็มักจะเป็นวัชพืชอยู่ในไร่นา ส่วนชนิดพันธุ์ที่มีผู้จงใจที่นำเข้ามาเพื่อปลูกเป็นไม้ประดับหรือพืชเศรษฐกิจหรือเพาะเลี้ยงในฟาร์ม มีหลายกรณีที่เล็ดลอดออกจากแปลงเพาะปลูกหรือ ฟาร์มเพาะเลี้ยง ออกไปรุกรานแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ระบบนิเวศต่างๆ ไม่ว่าพื้นที่ชุ่มน้ำ ทุ่งหญ้า และป่าไม้ ล้วนแล้วแต่ถูกคุกคามโดยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ซึ่งรวมถึง สัตว์มีกระดูกสันหลัง วัชพืช สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และเชื้อโรคพืช หรือเชื้อโรคสัตว์ ซึ่งอาจฆ่าหรือเข้าแทนที่ชนิดพันธุ์พืชหรือสัตว์พื้นเมืองได้

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นสามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ได้สามแนวทางหลัก คือ

  • การแพร่กระจายเข้าไปโดยความสามารถของชนิดพันธุ์เองเมื่อมีโอกาส
  • การชักนำเข้าไปโดยบังเอิญจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
  • การนำพาโดยผู้คนที่จงใจและมิได้จงใจ

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานส่งผลกระทบอย่างไร?

          ผลกระทบต่อระบบนิเวศ : ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานสามารถเปลี่ยนระดับหรือปริมาณของแสง และลดปริมาณของออกซิเจนที่ละลายในน้ำ, เปลี่ยนโครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของดิน, เพิ่มปริมาณน้ำไหลบนพื้นผิว และการกัดเซาะหน้าดิน ที่สำคัญที่สุดคือ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น สามารถส่งผลกระทบต่อกระบวนการในระบบนิเวศ เช่น วัฏจักรของสารอาหาร, การถ่ายละอองเกสร, การทับถมหรือเกิดชั้นดินขึ้นมาใหม่ และการถ่ายเทพลังงาน นอกจากนี้ยังอาจมีลักษณะหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงภัยธรรมชาติ หรือสภาวะที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เช่น ความถี่, การแพร่กระจาย และความรุนแรงของไฟป่า หรือขัดขวางกระแสน้ำ

          ผลกระทบต่อชนิดพันธุ์ในท้องถิ่น : ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีลักษณะเป็นผู้รุกรานจะดำรงชีวิตแบบแก่งแย่ง, แทนที่หรือบริโภคสิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นหรืออาจเป็นปรสิต หรือพาหะนำโรค, ลดอัตราการเจริญเติบโตและการอยู่รอดของชนิดพันธุ์ท้องถิ่น หรืออาจทำให้จำนวนประชากรลดลงจนถึงขั้นสูญพันธุ์ และอาจถอนรากถอนโคนหรือทำความเสียหายแก่พืชในท้องถิ่นด้วย

          ผลกระทบต่อความหลากหลายทางพันธุกรรม : ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นสามารถลดความหลากหลายทางพันธุกรรมลงได้ จากการสูญเสียจำนวนประชากรที่มีลักษณะเด่นทางพันธุกรรม การสูญเสียยีน และความซับซ้อนของยีน (gene complex) และการผสมข้ามชนิดพันธุ์หรือสายพันธุ์ระหว่างชนิดพันธุ์ต่างถิ่นกับชนิดพันธุ์พื้นเมือง

          ผลกระทบทางเศรษฐกิจ : ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ รุกรานจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือผันแปรในวงกว้างอยู่ตลอดเวลา เช่น ในสหรัฐอเมริกา ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานก่อให้เกิดความเสียหายถึงประมาณปีละ 123 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจัดว่าเป็นภัยสำคัญอันดับสองรองจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งคุกคามชนิดพันธุ์พื้นเมืองจนแทบสูญพันธุ์ นักนิเวศวิทยาสรุปว่าลักษณะพิเศษของการรุกรานทางชีวภาพ คือ เมื่อเกิดขึ้นและดำเนินไปแล้ว ความเสียหายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นสามารถดำรงอยู่ต่อไป และอาจเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าได้จัดการกับต้นตอของปัญหาได้แล้วก็ตาม

ประเทศไทยนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นใดบ้างโดยจงใจ?
          ประเทศไทยได้มีการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นทั้งพืชและสัตว์มาเป็นเวลานานจนลืมไปแล้วว่าเป็นชนิดพันธุ์นำเข้า ชนิดพันธุ์และพันธุกรรมต่างถิ่นที่นำเข้ามาเพื่อการเกษตรและการประมง นับได้ว่าเป็นหัวใจในการผลิตและพัฒนาอาหารให้กับโลกโดยรวม อาจกล่าวได้ว่าการนำเข้าขนิดพันธุ์ต่างถิ่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ แต่เดิมได้ถือว่าชนิดพันธุ์และพันธุกรรมเป็นสมบัติของโลกที่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปพัฒนาได้โดยเสรี พันธุ์ข้าวป่าของหลายประเทศรวมทั้งของประเทศไทยได้ถูกนำไปเก็บไว้ที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) และประเทศต่างๆ สามารถขอไปปรับปรุงพันธุ์ข้าวในประเทศของตนได้
          การผลิตยางพารา 90 เปอร์เซ็นต์ของโลกเป็นการผลิตในประเทศไทย มาเลเซียและ อินโดนีเซีย ซึ่งได้มาจากเมล็ดของยางป่าจากประเทศบราซิล การผลิตยาควินิน 95 เปอร์เซ็นต์จากต้นควินิน (Cinchona calisaya) ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองในประเทศเอกวาดอร์ เปรู และโบลิเวีย เป็นการผลิตในเกาะชวาของประเทศอินโดนีเซีย หรือฝ้ายอียิปต์ (Egyptian cotton) ซึ่งเป็นฝ้ายคุณภาพที่มีเส้นใยยาวเป็นฝ้ายพันธุ์ที่ได้มาจากทวีปอเมริกากลาง ประเทศไทยส่งมันสำปะหลังออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก และสับปะรดเป็นอันดับสองของโลก แต่ทั้งมันสำปะหลังและสับปะรดมิใช่พืชชนิดพันธุ์ท้องถิ่นของประเทศไทย แต่มีกำเนิดในประเทศบราซิล
          ประเทศไทยได้นำเข้าสัตว์เลี้ยงพื้นบ้านจากต่างประเทศ เช่น สุนัข หมู เป็ดเทศ ไก่อู วัว แพะ และแกะ สัตว์เหล่านี้เป็นแหล่งอาหารและสินค้าที่สำคัญของประเทศ ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์และได้นำพันธุกรรมใหม่ๆ เข้ามาอีกมาก ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของการผสมพันธุ์ ทำให้มีการสั่งน้ำเชื้อและไข่เข้ามาแทนการนำตัวสัตว์เข้าประเทศ และทำการผสมให้กับพันธุ์พื้นเมืองเพื่อการเพิ่มผลผลิต
          มีการนำปลาต่างถิ่นเข้ามามากมาย ทั้งเพื่อการเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารและปลาสวยงาม กรมประมงได้ทำการเพาะพันธุ์ปลาต่างถิ่นปล่อยลงสู่แหล่งน้ำปีละมากๆ โดยเฉพาะปลานิล ปลายี่สก ปลาดุกยักษ์ ปลาเหล่านี้ถูกปล่อยลงแม่น้ำด้วยความจงใจเพื่อเพิ่มอาหารและรายได้แก่ชาวประมง บางชนิดมีการเลี้ยงเป็นกิจการขนาดใหญ่และในบางกรณีมีการเล็ดลอดออกสู่ธรรมชาติ
          มีการนำเข้าไม้ดอกไม้ประดับค่อนข้างมาก บางชนิดสามารถทำรายได้เข้าประเทศปีละมากๆ เช่น กุหลาบ เฟื่องฟ้า หน้าวัว และไม้ตัดดอกอื่นๆ พืชบางชนิดนำเข้ามาแล้วแพร่กระจายสู่ป่า โดยตรง เช่น บัวตอง และหญ้าขจรจบ เป็นต้น
          มีการนำเข้าพืชต่างถิ่นมาเป็นสมุนไพรเข้ามามากมาย บางชนิดกระจายเป็นไม้ป่าผสมกับไม้พื้นเมืองจนยากที่จะแยกออก ทั้งนี้เนื่องจากสมัยโบราณเมื่อมีการเดินทางไปที่ใดและพบเห็นมีการใช้พืชสมุนไพรใด หมอยาก็มักจะนำต้นหรือเมล็ดเข้ามาปลูกเพื่อใช้รักษาคนป่วย สมุนไพรพวกนี้สืบพันธุ์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ชุมเห็ดเทศ ขี้เหล็กบ้าน เป็นต้น
          ในสวนสัตว์ และสวนพฤกษศาสตร์ ได้เก็บรวบรวมชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจากต่างประเทศ ไว้มากมาย เมื่อแหล่งดั้งเดิมสูญหายไปหรือมีปัญหา ก็มีการนำคืนสู่ถิ่นเดิมได้ ดังเช่นประเทศไทยได้เป็ดก่า และนกกระเรียนมาจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูประชากรใหม่

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานในประเทศไทยมีอะไรบ้าง?
          ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นส่วนหนึ่งได้เข้ามาตั้งรกรากแพร่กระจายเป็นชนิดพันธุ์รุกราน และมีการปรับตัวตามธรรมชาติจนราวกับว่าเป็นชนิดพันธุ์พื้นเมือง ตัวอย่างชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบธรรมชาติและเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่

ผักตบชวา (waterhyachinth)
          ผักตบชวา (Eichhornia crassipes) เป็นพืชน้ำซึ่งมีถิ่นดั้งเดิมอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ แต่ไม่ระบาดทำความเสียหายเพราะมีศัตรูธรรมชาติหลายชนิดคอยควบคุมอยู่ ตามหลักฐานได้มีการนำผักตบชวาเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2444 จากเกาะชวา อินโดนีเซีย ได้มีการปลูกไว้ที่วังสระปทุมในกรุงเทพฯ แต่จากการที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และเกิดน้ำท่วมวังสระปทุม ผักตบชวาจึงแพร่กระจายไปทั่วจนกลายเป็นวัชพืชน้ำที่รุนแรง และได้มีการออกพระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ.2456 ขึ้นมาใช้

ผักเป็ดน้ำ (alligatorweed)
          ผักเป็ดน้ำ (Alternanthera philoxeroides) เป็นวัชพืชต่างถิ่นที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าได้แพร่ระบาดเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด นอกเหนือจากผักเป็ดน้ำแล้ว ผักเป็ดชนิดใกล้เคียงกันคือผักเป็ดบก (Alternanthera sessilis) ก็ได้ระบาดเข้ามาถึงประเทศไทยเช่นกัน

จอก (waterlettuce)
          จอก (Pistia stratiotes) ถือว่าเป็นวัชพืชน้ำที่รุนแรงอีกชนิดหนึ่งทั่วโลก ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนว่ามีกำเนิดในแถบใดของโลก เนื่องมาจากการแพร่กระจายทั่วไปในทุกเขตร้อนของโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย จอกถึอได้ว่าเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกากลาง

ไมยราบยักษ์ (giant sensitive plant)
          วัชพืชที่เรียกว่า "ไมยราบ" ในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 ชนิด และทุกชนิดเป็นวัชพืชต่างถิ่นที่มีแหล่งกำเนิดในอเมริกาเหนือตอนใต้ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ตอนเหนือทั้งสิ้น ไมยราบทั้งสี่ชนิดคือ ไมยราบธรรมดา (Mimosa pudica) ระบาดเข้ามาถึงประเทศไทยนานเท่าไรแล้วไม่ปรากฏ ไมยราบยักษ์ (Mimosa pigra) และไมยราบเลื้อย (Mimosa invisa) เข้ามา ระบาดในประเทศไทย โดยการสันนิษฐานว่าได้มีการนำเมล็ดเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย โดยผู้นำเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2490 เพื่อใช้เป็นพืชปุ๋ยสดในไร่ยาสูบ ที่อำเภอ แม่แตง และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนไมยราบไร้หนาม (Mimosa invisa inermis) ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ย่อยของไมยราบเลื้อยและไม่มีหนาม ได้มีกานำเข้ามาปลูกเป็นพืชอาหารสัตว์ ในช่วงปี พ.ศ. 2525-2530 แต่ไม่เป็นที่รู้แน่นอนว่าผู้ใดนำเข้ามาจากที่ใด ไม่ถือว่าเป็นชนิดพันธุ์ ที่รุกราน เฉพาะไมยราบยักษ์และไมยราบเลื้อยเท่านั้น ที่ถือได้ว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (invasive alien species) ที่รุนแรงในประเทศไทย วัชพืชทั้งสองชนิดนี้มีเขตแพร่กระจายก่อนนำเข้ามาสู่ประเทศไทยอยู่แล้วในมาเลเซีย สิงค์โปร์ และอินโดนีเซีย

ผกากรอง (lantana)
          ผกากรอง (Lantana camera) เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก แต่ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกจนกลายเป็นวัชพืชบุกรุกรุนแรงในหลายประเทศ เช่น ฮาวาย ออสเตรเลีย และอินเดีย สำหรับในประเทศไทย มีการปลูกผกากรองบางสายพันธุ์เป็นไม้ประดับ ส่วนสายพันธุ์ที่เป็นวัชพืชบุกรุกสามารถพบได้ประปรายทั่วประเทศ ตามชายป่าและที่รกร้างว่างเปล่า แต่ไม่รุนแรงเช่นที่พบในประเทศอื่นๆ

สาบเสือ (Siamweed)
          สาบเสือ (Chromolaena odorata) เป็นวัชพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลาง มีเขตแพร่กระจายตั้งแต่ทางตอนใต้ของฟลอริดาจนถึงพื้นที่ตอนเหนือของอาร์เจนตินา ระบาดไปทั่วเขตร้อนของโลกทุกทวีป ยกเว้นการระบาดเข้าไปในทวีปออสเตรเลียซึ่งเพิ่งจะพบเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาภายใน 10 ปีที่ผ่านมา ตามหลักฐานสาบเสือระบาดเข้ามาในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2457-2461) โดยสันนิษฐานว่าเมล็ดติดปะปนมากับน้ำอับเฉาของเรือสินค้าจากหมู่เกาะเวสต์อินดีส ที่มาแวะเทียบท่าที่สิงคโปร์ แล้วแพร่กระจายเข้ามาสู่มาเลเซีย ส่วนหลักฐานอื่นระบุว่าได้มีการปลูกสาบเสือในแคว้นเบงกอล แถบนอกเมืองกัลกัตตา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 และเมล็ดได้แพร่กระจายเข้าสู่อัสสัม พม่า แหลมมาลายู และเกาะสุมาตรา จนถึงกับมีการกำหนดว่าสาบเสือแพร่กระจายอยู่ในบริเวณดังกล่าวซึ่งรวมถึงภาคใต้ของประเทศไทยด้วยมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2483 ส่วนการระบาดในพื้นที่อื่นรวมถึงภาคอื่นของประเทศไทยเป็นการระบาดหลังปี พ.ศ. 2483 ซึ่งรวมถึงการระบาดในแถบประเทศฝั่งตะวันตกของแอฟริกา เช่น ไนจีเรีย ด้วย

สาบหมา (crofton weed หรือ pamakani)
          สาบหมา (Ageratina adenophorum) เป็นวัชพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกากลาง ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าระบาดเข้ามาถึงประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไร แต่ที่แน่นอนก็คือ สาบหมาระบาดเข้ามาจากพม่าและตอนใต้ของประเทศจีนถึงประเทศไทยในช่วงเวลาไม่เกิน 30 ปีที่ผ่านมา โดยจะพบว่าระบาดในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-600 เมตรขึ้นไป ซึ่งจะเป็นระดับเดียวกันที่สาบเสือจะไม่สามารถเจริญได้ดี ถ้าระดับพื้นที่สูงไปกว่านั้น สาบหมาระบาดเฉพาะในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลจะไม่พบในพื้นที่ราบ การระบาดพบมากในพื้นที่ภูเขาในภาคเหนือของประเทศไทย เช่ย บริเวณยอดดอยสุเทพ ดอยปุย ดอยอ่างขาง และดอยอินทนนท์ เป็นต้น

เพลี้ยไฟไทรคิวบา (Cuban laurel thrips)
          เพลี้ยไฟไทรคิวบา (Gainaikothrips ficorum) (Homoptera : Phlaeothripidae) ทำลายต้นไทรหลายชนิด ระบาดจากประเทศคิวบามาถึงประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 2510

แมลงหวี่ขาวขดลวด (spiraling whitefly)
          แมลงหวี่ขาวขดลวด (Aleurodicus dispersus) (Homoptera:Aleyrodidae) ซึ่งเป็นศัตรูพืชไร่และไม้ผลหลายชนิดระบาดจากทวีปอเมริกากลาง มาถึงประเทศไทย เมื่อประมาณ พ.ศ.2524

เพลี้ยไก่ฟ้ากระถิน (leucaena psyllid)
          เพลี้ยไก่ฟ้ากระถิน (Heteropsylla cubana) (Homoptera : Psyllidae) ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของต้นกระถิน ระบาดเข้ามาจากทวีปอเมริกากลางและเม็กซิโก เข้ามาถึงประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2529 ในพื้นที่ปลูกกระถินบริเวณ จังหวัดสระแก้ว และพบการระบาดทำลายต้นกระถินในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2529 และเมื่อถึงกลางปี พ.ศ. 2530 เพลี้ยไก่ฟ้ากระถินชนิดนี้ระบาดครอบคลุมทำลายต้นกระถินทุกต้นในประเทศไทย

หอยทากยักษ์แอฟริกา (giant African snail)
          หอยทากยักษ์แอฟริกา (Achatina fulica) (Stylommatophora : Achatinidae) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทางฝั่งตะวันออกของแอฟริกา ระบาดถึงเกาะมาดากัสการ์ประมาณปี พ.ศ. 2343 ถึงกัลกัตตาเมื่อปี พ.ศ. 2390 ศรีลังกาเมื่อปี พ.ศ. 2443 มาเลเซียเมื่อปี พ.ศ. 2454 และจาก มาเลเซียเข้ามาถึงประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2481 ทางภาคใต้ และระบาดถึงกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2500 และระบาดทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2515

หอยเชอร์รี่ (golden apple snail)


          หอยเชอร์รี่ (Pomacea canaliculata) (Mesogastropoda:Pilidae) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ได้มีการนำมาจากอาร์เจนตินาเข้ามาในไต้หวัน ระหว่างปี พ.ศ. 2522-2532 จากไต้หวันนำเข้าไปญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2524 เพื่อการเพาะเลี้ยงเป็นอาหารสดและอาหารกระป๋องสำหรับผู้บริโภค แต่ปัจจุบันไม่มีคุณค่าทางการค้าทั้งในไต้หวันและญี่ปุ่นจึงเลิกไป จึงกลายเป็น "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน" อยู่ในประเทศทั้งสอง
          ต่อจากนั้นได้มีการนำหอยเชอร์รี่เข้าไปเมืองกวางเจา มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เข้าสู่แผ่นดินใหญ่ปี พ.ศ. 2528 และมีการเพาะเลี้ยงในประเทศเกาหลีในปี พ.ศ.2529 ในแคว้น ซาราวัก ประเทศมาเลเซียในปี พ.ศ. 2530 และในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2533 ด้วยความตั้งใจเพื่อการเพาะเลี้ยงเป็นอาหาร แต่ต่อมาพบว่าไม่คุ้มค่าจึงจำเป็นต้องเลิกกิจการ และได้ปล่อยหอยเชอร์รี่ให้แพร่กระจายตามยถากรรมตามธรรมชาติ จนเป็นชนิดพันธุ์บุกรุกที่ทำความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนาข้าว

ประเทศไทยมีการดำเนินการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นบ้างหรือไม่?
          ประเทศไทยได้ตระหนักถึงโทษของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมาเป็นเวลาช้านานแล้ว และมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมป้องกันชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ได้แก่

  • พระราชบัญญัติกำจัดผักตบชวา พ.ศ. 2466
  • พระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืช พ.ศ.2495 (ถูกยกเลิกในปี พ.ศ. 2507)
  • พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และพ.ศ. 2542
  • พระราชบัญญัติประมง พ.ศ. 249
  • พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
  • พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2532
  • พระราชบัญญัติโรคระบาด พ.ศ.2499

          นอกจากนี้ยังมีกฎกระทรวง ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการป้องกันและกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่อาจเป็นภัยคุกคามชนิดพันธุ์พื้นเมือง หรืออาจเป็นพาหะโรคที่อาจจะเข้ามาทำลายชนิดพันธุ์พื้นเมืองซึ่งอาจทำให้เกิดการสูญพันธุ์รวมทั้งอาจจะเป็นภัยอันตรายโดยตรงต่อผู้คน
          การดำเนินงานด้านการควบคุมและป้องกัน มีการตั้งด่านตรวจพืช สำหรับตรวจสิ่งต้องห้ามและสิ่งจำกัดที่จะนำเข้าหรือนำผ่าน การนำเข้า-ส่งออกพืชระหว่างประเทศจะต้องมีหนังสือรับรองการปราศจากโรค และศัตรูพืช ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชหรือพืชที่อาจเป็นพาหะนำโรคแมลง ศัตรูพืช หรือเชื้อโรคพืชเข้ามาระบาดทำความเสียหายต่อการเกษตรและระบบนิเวศในประเทศไทย
          นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) จะต้องมีใบอนุญาตการนำเข้า-ส่งออก ชนิดพันธุ์พืช สัตว์ป่า ตามบัญชี CITES เช่นเดียวกัน พร้อมกันนี้ประเทศไทยมีคณะกรรมการกลางว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ซึ่งได้จัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ สำหรับการทดลองทางพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยี : ระดับห้องปฏิบัติการ พ.ศ. 2537 และแนวทาง : ระดับภาคสนาม พ.ศ. 2537 ซึ่งช่วยให้มีการควบคุมความเสี่ยงกันเกิดจากการนำเข้า และปล่อยสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms - GMOs)
          ประเทศไทยได้ดำเนินการควบคุมและกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นโดยชีววิธี (biological control) ซึ่งหมายถึง การควบคุมศัตรูพืชไม่ว่าจะเป็นแมลงศัตรูพืชหรือศัตรูสัตว์ โดยการใช้ตัวห้ำ
(predators) ตัวเบียน (parasites หรือ parasitoids) หรือเชื้อโรค (pathogens) โดยการเลียนแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับสมดุลทางธรรมชาติ (natural equilibrium) การควบคุมโดยชีววิธีสามารถนำมาใช้ได้สำหรับการควบคุมชนิดพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นศัตรูพืช (pets) ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางระบบนิเวศ ทางการเกษตร ทางการแพทย์ และสาธารณสุขซึ่งดำเนินการโดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ (National Biological Control Research Center - NBCRC) ที่ตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2514 และเริ่มดำเนินการเป็นรูปแบบตั้งแต่ปี 2518

ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการต่อไปอย่างไร?
          การป้องกันการนำเข้าเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด ในการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เนื่องจากการกำจัด และการควบคุมล้วนใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองทั้งสิ้น ดังนั้น ยังมีความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินการอีกมากเพื่อป้องกันการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในอนาคต

  • ใช้แนวทางการป้องกันและการป้องกันล่วงหน้าในการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นทุกครั้ง
  • กำหนดหลัการ "ผู้ก่อให้เกิดมลพิษ ผลเสียต้องชดใช้" (polluter or originatior pays principle) สำหรับการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ก่อให้เกิดผลเสีย
  • ผนวกเรื่องการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ตลอดจนการกำจัดและควบคุมชนิดพันธุ์ดังกล่าวในกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ
  • กำหนดโครงสร้างทางกฎหมายและสถาบันที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น รวมถึงการใช้ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในการควบคุมศัตรูพืชทางชีววิธี ในขณะที่หาความเป็นไปได้สำหรับแนวทางที่ผสมผสานกับการดูแลสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (GMOs) และสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญด้านสาธารณสุข และความปลอดภัยของพันธุ์พืช
  • กำหนดหน่วยงานกลางระดับชาติ หรือกลไกประสานงานเพื่อทำหน้าที่เป็นสถาบันให้ความเห็นชอบในการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการกำจัดหรือควบคุมชนิดพันธุ์ดังกล่าวบนบก ในน้ำจืด และในทะเล เมื่อจำเป็น
  • กำหนดระเบียบห้ามการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอย่างจงใจไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือระหว่างภาคกิจกรรมภายในประเทศที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
  • ยกความรับผิดชอบให้กับผู้ที่จะนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ในการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบในทางลบ
  • กำหนดให้มีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงก่อนการนำเข้า รวมถึงกำหนดให้การวิเคราะห์ทางเลือก โดยวางเกณฑ์ในการขออนุญาตนำเข้า
  • ติดตามตรวจสอบหลังจากการนำเข้า
  • ให้หลักประกันว่าสิ่งมีชีวิตที่ได้รับอนุญาตให้นำไปปล่อยได้นั้น ปราศจากเชื้อโรค หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
  • จำแนกวินิจฉัย และควบคุมช่องทางการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นโดยไม่จงใจหรืออุบัติในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการห้ามการนำเข้าและขายสัตว์เลี้ยงต่างถิ่น ไม้ประดับ นก และปลาที่ไม่สามารถมีชีวิตรอดตามธรรมชาติได้
  • วิเคราะห์ และเมื่อจำเป็น ห้ามโครงการพัฒนาที่จะนำไปสู่การนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์กับธุรกิจ อุตสาหกรรม และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • หลีกเลี่ยงการคุ้มครองชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ภายใต้บัญชีรายการในทางลบ (negative list) ของชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง
  • จัดทำแผนการควบคุมและกำจัดชนิดพันธุ์ที่ได้นำเข้าแล้วที่ก่อให้เกิดผลเสีย ลำดับความสำคัญ เมื่อจำเป็น และทำให้มั่นใจว่า วิธีการภายใต้แผนดังกล่าวนั้น ได้กำหนดให้มีการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงก่อนเป็นลำดับแรก
  • จัดตั้งระบบการเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อสืบพบการนำเข้า
  • จัดตั้งวิธีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว หรือวิธีการฉุกเฉินโดยเร็วหลังจากพบว่ามีการนำเข้า
  • กำหนดโทษทางอาญา และค่าชดใช้สำหรับการนำเข้าอย่างจงใจที่ไม่ได้รับอนุญาต และค่าชดใช้สำหรับความละเลยที่ก่อให้เกิดการนำเข้าที่เกิดขึ้นโดยไม่จงใจหรืออุบัติเหตุ และทำให้เกิดผลเสียหาย
  • ตระหนักถึงข้อจำกัดที่ว่า อาจต้องใช้เวลานานก่อนที่ผลเสียหายที่เกิดจากการนำเข้าจะถูกค้นพบ
  • จัดให้มีการให้ความรู้แก่ประชาชนและณรงค์ให้ประชาชนมีความตระหนักถึงผลกระทบจากการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
  • ดำเนินการวิจัย และฝึกอบรม
  • จัดหาทรัพยากรทางการเงินที่เพียงพอ กำจัดแรงจูงใจในทางลบ และกำหนดให้มีมาตรการแรงจูงใจ ในการป้องกันการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการกำจัดและควบคุมชนิดพันธุ์ดังกล่าว

ความพยายามในระดับโลกในการควบคุมและกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
          ในการประชุมคณะที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ วิชาการ และเทคโนโลยี (Subsidiary Body on Scientific Technical and Technological Advice - SBSTTA) ครั้งที่ 6 ณ นครมองทรีอาล ประเทศแคนาดา ระหว่างวันที่ 12-16 มีนาคม 2544 มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 400 คน จากภาคี 180 ประเทศและที่ประชุมพิจารณาถึงเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (invasive alien species) โดยได้ให้ความสำคัญมากกว่าวาระอื่นๆ
          การพิจารณาเรื่อง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน นี้ สืบเนื่องมาจากผลการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 5 (COP5) ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ระหว่างวันที่ 15-26 พฤษภาคม 2543 ที่ประชุมได้มีมติที่ V/8 ข้อที่ 5,11,14 และ 15 มติดังกล่าวสรุปโดยภาพรวมคือ แนะนำให้ประเทศภาคี และองค์กรสำคัญๆ ในโลกที่เกี่ยวข้องได้นำแนวทางหลักการ (guiding principles) การป้องกัน การนำเข้า การแพร่ระบาด การควบคุม และการทำลายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่คุกคามระบบนิเวศไปปรับใช้ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ มาตรา 5 (h) ซึ่งระบุให้ประเทศภาคีดำเนินการ "ป้องกันการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ควบคุมหรือกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นซึ่งคุกคามระบบนิเวศ ถิ่นที่อยู่อาศัย หรือชนิดพันธุ์อื่น" ถ้าหากประเทศภาคีต้องการแก้ไขหรือเพิ่มเติมในเนื้อหาสาระแต่ไม่เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์เดิม แล้วให้ประเทศภาคีนำมาเสนอต่อที่ประชุมคณะที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ฯ ครั้งที่ 6 นี้

ที่ประชุมได้สรุปข้อเสนอแนะต่อสมัชชาภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 6 ใน 4 หัวข้อดังต่อไปนี้

  • สถานภาพและแนวโน้ม ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานภาพ ผลกระทบ และแนวโน้มของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน
  • หลักการและแนวทาง กระตุ้นภาคีให้ส่งเสริมและดำเนินงาน หลักการแนวทาง ในขณะที่รับทราบว่ายังมีประเด็นที่ไม่ใช่ทางวิทยาศาสตร์นอกเหนือจากภาระของคณะที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ (SBSTTA) อีก
  • เครื่องมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เสนอให้ภาคี
    • ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชระหว่างประเทศ (IPPC) ฉบับทบทวนแก้ไขแล้ว
    • เชิญ 'เครื่องมือ' ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียด มาตราฐานหรือความตกลงเพื่อพิจารณาการสอดแทรกเกณฑ์เกี่ยวกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน
    • ขอให้คณะที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ฯ (SBSTTA) จำแนกระบุ และค้นหาช่องว่างในกรอบการดำเนินงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแล
  • กิจกรรมและสมรรถนะ ที่ประชุมได้พิจารณาความต้องการสำหรับข้อตกลงในการจัดหาทรัพยากรการเงินให้ในหลายๆ พื้นที่ และขอให้สำนักเลขาธิการฯ แสวงหาวิธีการที่จะเอื้ออำนวยสมรรถนะในการกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่น

นอกจากนั้น ยังได้เสนอทางเลือกอื่นๆ ได้แก่

  • กลยุทธ์และปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน กระตุ้นให้ภาคี
    • จำแนกความต้องการและลำดับความสำคัญระดับชาติ
    • สร้างกลไกเพื่อประสานโปรแกรมระดับชาติ
    • เพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
    • ส่งเสริมความตระหนักและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง
    • ทำงานร่วมกับพันธมิตรทางการค้า และ
    • พัฒนาสมรรถนะสำหรับการประเมินความเสี่ยง
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ กระตุ้นภาคี องค์การพหุภาคี และอื่นๆ ให้พิจารณาผลที่อาจจะเกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงระดับโลกต่อความเสี่ยงที่เกิดจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น โดยเฉพาะอ้างถึงอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) , องค์กรการค้าโลก (WTO), คณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและสิ่งแวดล้อมขององค์กรการค้าโลก (CTE), องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), องค์การอนามัยโลก (WHO), โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), ธนาคารโลก (World Bank) และอื่นๆ
  • การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร และ 'เครื่องมือ' กระตุ้นให้มีงานวิจัยเกี่ยวกับ
    • ลักษณะของการรุกรานของชนิดพันธุ์ และความเปราะบางของระบบนิเวศ
    • เส้นทางผ่าน
    • นัยยะทางสังคม-เศรษฐกิจ
    • วิธีการ ควบคุม และกำจัดที่อ่อนโยนต่อสิ่งแวดล้อม
    • สิ่งมีชีวิตที่ใช้ควบคุมโดยชีววิธี
    • ลำดับความสำคัญทางอนุกรมวิธาน และ
    • เกณฑ์สำหรับการประเมินความเสี่ยง

          นอกจากนั้น เรียกร้องให้ทำงานกับโปรแกรมทั่วโลกว่าด้วยชนิดพันธุ์ที่รุกราน (Global Invasive Species Programme - GISP) และ 'เครื่องมือ' ทางวิชาการเกี่ยวกับการป้องกัน, การสืบพบแต่เนิ่นๆ , การติดตามตรวจสอบ และการกำจัด และ/หรือการควบคุม คำจำกัดความ ขั้นตอนวิธีสำหรับการประเมินความเสี่ยง ฐานข้อมูล และระบบรายงาน



สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย สวทช.
 
2000 Thailand Graduate Institute of Science and Technology, NSTDA. All rights reserved.