เรื่องดีๆ
ของสาหร่าย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.ยุวดี พีรพรพิศาล
ห้องปฏิบัติการวิจัยสาหร่ายประยุกต์
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
e mail : Scboi017@chiangmai.ac.th
ในช่วง
1-2 ปีมานี้ สาหร่าย ทรัพยากรธรรมชาติชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันในอดีตเท่าไร
กลับเป็นที่กล่าวขานกันในวงกว้าง แต่การกล่าวถึงสาหร่ายอาจจะออกมาในแง่มุมที่ไม่ดีนัก
เนื่องจากว่าการเปิดตัวของสาหร่ายครั้งนี้ สาหร่ายกลายเป็น ผู้ร้าย
อย่างเต็มตัว เพราะเราไม่ได้รู้จักสาหร่ายอย่างธรรมดาๆ แต่เรารู้จักสาหร่ายกันในนาม
สาหร่ายพิษ ซึ่งเป็นข่าวฮือฮากันทั่วประเทศนับแต่ปลายปี 2540 ในช่วงนั้นถ้าใครพูดถึงสาหร่าย
คนอื่นๆ ที่ร่วมรับฟังด้วยจะมีคำถามว่า เป็นสาหร่ายพิษหรือเปล่า กินได้หรือเปล่า
ยี้!!! ไม่เอาหรอก แกงจืดหมูสับใส่สาหร่าย สาหร่ายกรอบๆ ซองเล็กๆ ที่มาจากจีน
มาจากญี่ปุ่นก็ไม่เอา แม้กระทั่งสาหร่ายเกลียวทองที่ว่าสุดแสนจะมีประโยชน์ก็ไม่เอา
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงทีเดียวค่ะ เล่นเอาคนทำงานเกี่ยวกับสาหร่ายต้องช่วยแก้ความรู้สึกติดลบดังกล่าวบ่อยครั้งมาก
และมีความรู้สึกว่าจนปัจจุบัน ผู้คนก็ยังมีความรู้สึกเกี่ยวกับสาหร่ายในแง่ไม่ดีอยู่มาก
จึงมาถึงสัจธรรมว่าเรื่องไม่ดีจะติดหู ติดใจ หรือติดความรู้สึกของคนได้นานและมากกว่าเรื่องดีๆ
ค่ะ
คราวนี้เราก็จะมาว่าถึง เรื่องดีๆ ของสาหร่ายกันบ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแก้ความรู้สึกติดลบของผู้คนได้หมด
แต่ก็คงมีแง่มุมที่ทำให้ผู้อ่านมองสาหร่ายว่ามีอะไรดีๆ อยู่เหมือนกัน
และมีอยู่มากด้วย
ก่อนอื่น
เรามารู้จักสาหร่ายกันสักนิด สาหร่าย หรือ algae เป็นสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ขนาดเล็กๆ
เพียงเซลล์เดียวไปจนถึงขนาดใหญ่โตลอยเป็นแพอยู่ในน้ำทะเล อาจยาวเป็นร้อยๆ
ฟุตก็มี มีคลอโรฟิลล์เป็นรงควัตถุที่สำคัญ สามารถสังเคราะห์แสงเองได้
จึงดำรงชีวิตคล้ายพืช มีอยู่ทั่วไปทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเล บนบก
แม้กระทั่งในหิมะ หรือน้ำพุร้อน กล่าวได้ว่าที่ไหนมีความชื้นและมีแสง
สาหร่ายสามารถขึ้นได้เสมอ
เนื่องจากคุณสมบัติที่สำคัญของสาหร่ายคือ
สามารถสังเคราะห์แสงได้ จึงให้ออกซิเจนแก่สิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ตรงนี้เลยขอให้เครดิตกับสาหร่ายเสียหน่อยว่า ต้นไม้มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนบกเช่นไร
สาหร่ายก็มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำเช่นนั้น นอกจากนั้นสาหร่ายยังมีความสำคัญในแง่อื่นๆ
อีกมากมาย ไม่ว่าจะใช้เป็นอาหารซึ่งเราจะได้กล่าวถึงเป็นเรื่องเป็นราวต่อไป
หรือใช้ทางด้านอุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์วุ้นจากสาหร่ายสีแดง อัลจินซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการคงรูปหรือความเหนียวในเครื่องสำอางหรืออาหารบางชนิดจากสาหร่ายสีน้ำตาล
รงควัตถุและเอนไซม์หลายชนิดจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ก็นำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมบ้างแล้ว
สาหร่ายขนาดเล็กหลายชนิดได้มีการนำไปวิจัยทางด้านพันธุวิศวกรรม แม้กระทั่งมีการพยายามจะนำก๊าซไฮโดรเจนจากสาหร่ายมาใช้เป็นพลังงานบริสุทธิ์
ทดแทนน้ำมันซึ่งตั้งหน้าตั้งตาจะขึ้นราคาอย่างเดียว แต่ความหวังยังคงริบหรี่อยู่สำหรับเรื่องนี้
เรื่องที่เราจะพูดกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็คือการนำมาเป็นอาหาร
ก่อนจะนำมาเป็นอาหารก็ขอพูดถึงการเป็นอาหารในธรรมชาติของสาหร่ายเสียก่อน
ซึ่งค่อนข้างจะยิ่งใหญ่จนดูเหมือนว่าการนำสาหร่ายมาเป็นอาหารดูเล็กนิดเดียว
ในแหล่งน้ำธรรมชาตินั้นมีสาหร่ายที่ล่องลอยในน้ำ ซึ่งเรารู้จักในนามแพลงก์ตอนพืช
เป็นตัวชูโรงหรือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญยิ่งของสิ่งมีชีวิตในน้ำ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำทีเดียว
ตรงนี้ก็คงเห็นแล้วว่าสาหร่ายมีความสำคัญมากน้อยอย่างไรต่อระบบนิเวศในน้ำ

ได้มีการนำเอาสาหร่ายหลายชนิดมาเป็นอาหารเสริมของคนและของสัตว์
เนื่องจาก คุณภาพที่ยอดเยี่ยมในตัวสาหร่ายนั่นคือมีโปรตีนสูงถึง 60-65%
ของน้ำหนักแห้ง คุณสมบัติตรงนี้บางครั้งเหนือกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดและถั่วเหลืองด้วยซ้ำไป
แถมการเพาะเลี้ยงยังง่ายไม่ต้องอาศัยเนื้อที่กว้างขวางนัก กำลังคนในการดูแลก็ไม่มาก
ในปัจจุบันจึงมีฟาร์มเพาะเลี้ยงสาหร่ายโดยเฉพาะสาหร่ายสไปรูลินา ซึ่งเป็นสาหร่ายขนาดเล็กกัน
หลายแห่งในประเทศเราและยังมีการดัดแปลงผลิตภัณฑ์จากเดิมที่เป็นแค่อาหารเสริม
มีลักษณะเป็นแคปซูลหรือเป็นเม็ด มาเป็นขนมขบเคี้ยวที่เด็กๆชอบและคงมีการนำไปแปรรูปได้อีก
หลายรายการก็หวังว่าคงจะประสบความสำเร็จในการจำหน่าย ถ้าราคาไม่แพงและควรจะโฆษณาไม่เกินความเป็นจริงนัก
การนำเอาสาหร่ายมาเป็นอาหารอีกประการหนึ่งซึ่งเราไม่ค่อยนึกถึงกันนัก
เนื่องจากเป็นที่นิยมกันในวงแคบโดยเฉพาะในชนบท นั่นคือการนำเอาสาหร่ายมาเป็น
อาหารระดับชาวบ้าน ซึ่งความจริงแล้วนับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง
จนกล่าวได้ว่าเป็นความฉลาดของผู้เริ่มเอาสาหร่ายมาประกอบอาหารนั้นเลยทีเดียว
ที่ได้หยิบจับสิ่งมีชีวิตใกล้ตัวมาเป็นอาหารได้อย่างน่าทึ่ง ศาสตราจารย์กาญจนภาชน์
ลิ่วมโนมนต์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือสาหร่ายที่อาจารย์เป็นผู้เขียนว่าได้มีการนำเอาสาหร่ายสีเขียว
ลักษณะเป็นเส้นชื่อ Spirogyra spp. หรือ เตา หรือ เทาน้ำ มาเป็นอาหารที่เรียกว่ายำเตา
นิยมรับประทานกันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสมาอยู่ทางภาคเหนือ
จึงอดเสียมิได้ที่จะสอดส่องและพยายามลองชิมยำเตา เพื่อลองดูรสชาติว่าเป็นอย่างไรและอยากดูการประกอบอาหารดังกล่าวด้วย
ซึ่งก็ได้ชิมสมใจนึกอยู่หลายครั้ง ได้ไปดูวิธีการปรุงยำเตาหลายหมู่บ้านซึ่งก็คล้ายๆกัน
มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันนิดๆ หน่อยๆ เริ่มจากเก็บเตามาจากแหล่งที่ขึ้น
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นท้องนาหรือน้ำไหลเอื่อยๆ เตาจะขึ้นอยู่เป็นกระจุกหรือเป็นแพสีเขียวสด
จับดูจะลื่นมือมากเนื่องจากมีสารเมือกหุ้มอยู่นอกผนังเซลล์ บางทีอาจจะซื้อจากตลาดมีขายเป็นกองๆ
กองละ 5.- บาท แล้วก็นำมาล้างน้ำ ค่อยๆ ล้างทีละนิดๆ จนสะอาด ชาวบ้านเขาก็กลัวไข่พยาธิอยู่เหมือนกัน
จึงเห็นเขาประดิดประดอยในการล้างอยู่นานทุกบ้านทีเดียว แต่โอกาสที่จะมีไข่พยาธิน้อยมาก
เนื่องจากผนังเซลล์ลื่นมากจนอะไรๆ ก็เกาะไม่ได้ ตรงนี้คงน่าจะโล่งใจได้ไปเปลาะหนึ่ง
หลังจากนั้นก็นำมาผึ่งน้ำในตะแกรง ขณะเดียวกันก็ซอยหอมแดง ตะไคร้ ใบขิงอ่อน
มะเขือเปราะให้เป็นชิ้นเล็กๆ เด็ดต้นหอม ผักชี รอไว้ ต้มปลาหรือจะย่างก็ได้เมื่อสุกแล้ว
แกะเนื้อใส่ครกโขลกรวมกับกะปิ มะแว้ง พริกขี้หนูพอให้เข้ากัน ตักคลุกกับเตาที่สะเด็ดน้ำแล้ว
ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาวให้มีรสชาติตามชอบ ใส่หอมแดง ตะไคร้ ใบขิงอ่อน
มะเขือเปราะคลุกให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยผักชี ต้นหอม

อื้อฮือ!! น่ากินไม่ใช่เล่น แต่มีข้อจำกัดนิดหนึ่งคือเมื่อปรุงเสร็จแล้วต้องรับประทานกันในเวลานั้นเลย
อย่าทิ้งไว้นาน ไม่อย่างนั้นน้ำในเตาจะออกมามาก จนยำเตาขึ้นอืดแล้วก็จะไม่อร่อย
ด้วยเหตุที่คลุกคลีกับเตามานานเลยคิดทำงานวิจัยเกี่ยวกับเตา
โดยมานั่งนึกๆ ว่าทำไมญี่ปุ่นกับจีนรวมทั้งเกาหลีจึงเอาสาหร่ายสีแดง
Porphyra spp. หรือ จีฉ่าย ที่เราใส่แกงจืดกันมาทำเป็นสาหร่ายซองเล็กๆ
ปรุงรสให้อร่อย แล้วก็ขายได้ แถมขายดิบขายดีเสียอีก ถ้าเราจะเอาสาหร่ายพื้นบ้านมาดัดแปลงประกอบอาหารให้ดูน่ากิน
แถมยังเป็นการเอาทรัพยากรพื้นบ้านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังมีคุณค่าอีกด้วยน่าจะดี
โดยเฉพาะกับชาวบ้าน เขาอาจจะมีอาชีพเสริมขึ้นมาก็ได้ เลยร่วมมือกับเพื่อน
2 คน คนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมศาสตร์ อีกคนหนึ่งเป็นนักวิชาการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหาร
อาจารย์คนแรกมีฝีมือทางประกอบอาหารเลยให้ช่วยด้านนำเตามาแปรเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเช่น
นำมาทำข้าวเกรียบเตา ผสมในเนื้อเค็ก ทำเป็นเค็กเตา เส้นหมี่และครองแครงกรอบเตา
เมื่อนำไปให้ผู้ชิมลองชิมโดยการให้คะแนนและข้อแนะนำ ปรากฏว่าอาหารทุกอย่างผ่านเกณฑ์ประเมินหมด
ผู้ชิมชอบมาก และยังขอชิมต่อ คงเนื่องจากฝีมือของผู้ประกอบอาหารที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วด้วย
ผลิตภัณฑ์ที่ได้มานี้บางอย่างใช้สาหร่ายสดจึงจะดี เช่น เค็กจะหอมกลิ่นสาหร่าย
และเค็กมีสีเขียวอ่อนๆ บางอย่างใช้สาหร่ายแห้งจะดี ได้แก่ ข้าวเกรียบ
ซึ่งแนวโน้มของข้าวเกรียบดูจะดีกว่าอย่างอื่นในการรณรงค์ให้ใช้สาหร่ายประกอบอาหารในระดับอุตสาหกรรมต่อไป
เนื่องจากใช้สาหร่ายปริมาณมาก ดูเป็นเนื้อเป็นหนังจริงๆ แต่ทอดค่อนข้างยากเพราะสาหร่ายจะไหม้ง่าย
ถ้ามีการพัฒนาอีกนิดคงจะพอมองเห็นลู่ทางมากกว่านี้ สิ่งที่เราน่าจะรู้กันก็คือสาหร่ายมีคุณค่าทางโภชนาการแค่ไหน
ในงานวิจัยนี้พบคุณค่าทางโภชนาการของสาหร่าย Spirogyra spp. โดยคิดเป็นกรัมต่อ
100 กรัม น้ำหนักแห้งดังนี้ โปรตีน 18.65 คาร์โบไฮเดรต 56.31 ไขมัน 5.21
เถ้า 11.75 ความชื้น 8.05 เส้นใย 7.66 และพลังงาน 3.12 กิโลแคลอรี ส่วนเกลือแร่และวิตามินมีอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก
คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายจะใกล้เคียงกับผักคือพอๆ กับผักคะน้า ส่วนคุณค่าทางด้านอื่นๆ
ก็ใกล้เคียงกับผักทั่วไป ดังนั้นถ้ารับประทานสาหร่ายชนิดนี้จึงเหมือนกับการรับประทานผักนั่นเอง
อาจจะต่างกับสาหร่ายขนาดเล็ก (microalgae) อื่นๆ เช่น Spirulina spp.
หรือ Chlorella spp. ซึ่งมีโปรตีนสูง มีเกลือแร่และวิตามินบางอย่างค่อนข้างสูง
แต่การรับประทานเตาก็ได้ความรู้สึกว่าได้รับประทานอาหารธรรมชาติ ได้กลิ่นหอมๆ
ของสาหร่าย ก็อร่อยไปอีกแบบหนึ่ง
ไม่เพียงแต่เตาหรือเทาน้ำเท่านั้น
ยังมีสาหร่ายขนาดใหญ่อีกหลายชนิดที่มีการนำมาเป็นอาหาร เช่น ไข่หิน
หรือ ดอกหิน แต่ชาวน่านเรียกว่า ลอน เป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดหนึ่งคือ
Nostochapsis spp. ที่เรียกว่าไข่หินนั้นใช้เรียกเมื่อสาหร่ายชนิดนี้ยังอ่อนอยู่
ซึ่งจะมีลักษณะกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 5 มิลลิเมตร สีเขียวอ่อน
มีเมือกหุ้ม อาจขึ้นอยู่บนพื้นดินแฉะๆ หรือบนหิน บนกิ่งไม้หรือใบไม้ในน้ำ
ซึ่งจะเป็นน้ำสะอาดเท่านั้น เมื่อแก่จะฟุบตัวลงเกาะติดกับที่ยึดเกาะจึงมีลักษณะแบนคล้ายครึ่งวงกลม
มีรอยหยักเป็นวงโดยรอบหลายๆ วง มองดูคล้ายเป็นลอนๆ เหมือนดอกกล่ำ ช่วงที่มีอายุมากขึ้นนี้จึงเรียกว่า
ดอกหิน ส่วนชาวน่านเรียกว่า ลอน ในระยะนี้มีสีเขียวเข้มกว่าเมื่อยังอ่อนอยู่
บางครั้งอาจจะมีสีน้ำตาล สาหร่ายชนิดนี้ชาวบ้านแถบอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
นำไปยำเช่นเดียวกับยำเตา แต่บางพื้นที่นำมาทำเป็นขนมหวานโดยการใส่น้ำหวานและน้ำแข็ง
แต่ชาวน่านกลับใช้สาหร่ายชนิดนี้เป็นยาคล้ายยาสมุนไพร เรียกกันโดยทั่วไปว่า
ยาเย็น ใช้กินเพื่อแก้ร้อนในหรือลดไข้ โดยจะล้างและแช่ด้วยน้ำเกลืออ่อนๆ
เพื่อละลายเศษดินและเศษหินออกก่อน หลังจากนั้นจึงจะรับประทานสดๆ คล้ายทานเฉาก๊วย
ซึ่งต้องนับว่าเป็นสาหร่ายที่น่าสนใจมากทีเดียว อาจจะมีตัวยาดีๆ อยู่ในสาหร่ายชนิดนี้ก็เป็นได้
เดี๋ยวนี้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปมาก น้ำสกปรกขึ้น มีสารอาหาร และยาฆ่าแมลงในน้ำมากขึ้น
จึงไม่ค่อยพบสาหร่ายดังกล่าวบ่อยนัก
ยังมีสาหร่ายซึ่งเป็นอาหารระดับชาวบ้านอีกชนิดหนึ่งคือ
ไก ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวชื่อ Cladophora spp. ชนิดนี้อาจจะนิยมกันมานานแล้วก็เป็นได้
แต่เพิ่งมาเป็นที่รู้จักกันไม่นาน สาหร่ายดังกล่าวมีลักษณะเป็นเส้นยาว
แตกแขนง สีเขียวสด เมื่อจับดูจะสากมือ ลักษณะเส้นสายหยาบกว่าเตาหรือเทาน้ำที่กล่าวมา
มักจะขึ้นอยู่บนก้อนหินหรือสิ่งยึดเกาะอื่นๆ ในน้ำ และส่วนมากจะเป็นน้ำไหล
ซึ่งมีคุณภาพดี ในน้ำสกปรกจะไม่พบสาหร่ายชนิดนี้

ตัวอย่างอาหารที่ปรุงจากสาหร่ายไก และ เตา
การนำเอาสาหร่ายชนิดนี้มาปรุงแต่งเป็นอาหารก็แตกต่างกันมาก
เช่น ชาวบ้านแถวๆ ลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีสาหร่ายชนิดนี้เจริญอยู่มาก จะนำมาปรุงรสด้วยเกลือ
โรยงา แล้วตากแห้งเป็นแผ่นๆ เมื่อแห้งแล้วจะนำมาทอดไฟอ่อนๆ จนสุก จะได้ข้าวเกรียบสาหร่ายรสชาติแปลกๆ
ไปอีกแบบหนึ่ง แต่ชาวน่านเองจะนำมายำคล้ายยำเตา หรือเอามาปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย
ตากให้แห้ง แล้วโขลกนิดหน่อยไม่ต้องให้ละเอียด นำไปคั่วพอสุกไม่ต้องใส่น้ำมัน
เท่านี้ก็ทานเล่นๆ กันได้แล้ว รสชาติเค็มๆ มันๆ กรุบๆ กรอบๆ ไม่เลวทีเดียว
บางคนก็นำมาทำ แอ่บ คล้ายห่อหมก โดยโขลกกระเทียม ตะไคร้ซอย รากผักชี
หอมแดง ใบมะกรูด เกลือ กะปิ พริกขี้หนูเข้าด้วยกัน แล้วคลุกกับสาหร่ายสด
จากนั้นนำมาห่อใบตอง และนำไปนึ่งไฟอ่อนๆ จนสุก รับประทานกับข้าวร้อนๆ
ฟังแล้วก็รู้สึกอร่อยใช่ไหมคะ

ได้มีกลุ่มนักวิชาการที่สนใจเกี่ยวกับอาหารจากสาหร่ายโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน
คือ กลุ่มอาจารย์จากสถาบันราชภัฎเชียงราย นำโดย อาจารย์ศรีวรรณ ไชยสุข
ได้นำสาหร่ายไกและสาหร่ายลอน หรือไข่หิน หรือดอกหินมาให้ทางห้องปฏิบัติการวิจัยสาหร่ายประยุกต์
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วินิจฉัยสปีชีส์ของสาหร่ายทั้งสองนี้
ปรากฏว่าสาหร่ายไกนั้นคือ Cladophora glomerata K?tzing ส่วนสาหร่ายลอนนั้นคือ
Nostochopsis lobatus Wood. ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะยังมีสปีซีส์อื่นๆ อีกมาก
ไม่ใช่แค่ 2 สปีชีส์นี้เท่านั้น
เรื่องของสาหร่าย
ซึ่งเป็นอาหารหรือยาสมุนไพรของชาวบ้านนี้ นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก
ความรู้ที่ทราบๆ กันนับว่ายังน้อยนิดเมื่อเทียบกับความเป็นจริง สมควรที่จะมีการสนับสนุนและพัฒนาการวิจัยด้านนี้ในหลายๆ
แง่ ทั้งในด้านการนำมาเป็นอาหารและยาสมุนไพร ชนิดของสาหร่ายดังกล่าว
ซึ่งนับว่ายังมีผู้วิจัยเกี่ยวกับชนิดสาหร่ายขนาดใหญ่หรือ macroalgae
นี้กันน้อยมาก
ทั้งที่เรามีทรัพยากรธรรมชาติในด้านนี้มากมาย
ควรที่จะหยิบยกมาเป็นประโยชน์ให้มากขึ้น และแน่นอนเราควรที่จะทราบประโยชน์ของสาหร่ายชนิดนี้ในแง่คุณค่าทางโภชนาการ
หรือสารเคมีที่อาจจะเป็นตัวยารักษาโรคต่างๆ พร้อมกันนั้นก็ควรจะศึกษาคุณภาพน้ำทั้งทางด้านกายภาพ
เคมี และชีวภาพที่สาหร่ายชนิดนี้เจริญอยู่ได้เพื่อที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเหล่านี้
ซึ่งคงถึงเวลาที่น่าจะมีการเพาะเลี้ยงกันได้แล้ว เนื่องจากว่าสิ่งแวดล้อมทางน้ำของเราอยู่ในสภาพที่ไม่น่าไว้ใจ
ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลงหรือโลหะหนัก เมื่อจะแนะนำให้รับประทานสาหร่ายกันทั้งที
ก็ควรจะแน่ใจว่าสาหร่ายนั้นสะอาด ปลอดภัย อร่อย และมีคุณประโยชน์อย่างแท้จริง.