เกร็ดความรู้จาก ศาสตราจารย์ วรเรณ บรอคเคลแมน ในงานสังสรรค์เสวนาฯ เสาร์ 27 เมษายน 2545 ระหว่างผู้เรียนกับ learnOnline

      การที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มากมาย ทำให้มีคำถามว่า จะต้องอนุรักษ์สิ่งมีขีวิตเหล่านี้ไว้สักกี่ชนิด จึงจะอนุรักษ็ป่าทั้งผืนไว้ได้สำเร็จ ?

      ข้อมูลจากการสำรวจแปลง ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพที่มอสิงโต ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ของนักวิจัยที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจำนวนำไม่ต่ำกว่า 50 ชนิด นกประมาณ 160 ชนิด มีพรรณพืชขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นมากกว่า 10 เซนติเมตรอย่างน้อย 120 ชนิด สิ่งมีชีวิตดังกล่าวเราจำเป็นจะต้องอนุรักษ์ไว้สักกี่ชนิด เพื่อให้ป่าคงอยู่สำหรับการบริการทางนิเวศวิทยยาให้แก่มนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ

      สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดหรือสิ่งมีชีวิตส่วนน้อยมีความสำคัญ ในขณะที่ส่วนใหญ่เป็นส่วนเกินที่ไม่มีความสำคัญ จริงหรือไม่ ??? ความข้อนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ็ และนักเศรษฐศาสตร์เชิงนิเวศ รากฐานที่สำคัญของปัญหาก็คือ มนุษย์ยังไม่ทราบว่า สิ่งมีขีวิตในป่าต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากน้อยเพียงใด โจทย์ข้อนี้ดูเหมือนว่าง่าย แต่แท้จริงแล้วเป็นหัวใจของนิเวศวิทยาชุมชนเลยทีเดียว

การบรรยายของ Professor Warren Y. Brockelman

      การทดลองที่จะตอบปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์ คือ การแบ่งพื้นที่ออกเป็นผืนเล็กๆ แล้วแยกสัตว์ออกจากป่าทีละชนิด จากนั้นก็เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสภาพป่าและนิเวศวิทยาของป่า แต่การทดลองแบบนี้ต้องใช้เนื้อที่มหาศาลและต้องการระยะเวลายาวนาน นักนิเวศวิทยาจึงหันมาให้ความสนใจในการทดลองขนาดเล็ก ที่ศึกษาความสัมพันธ์เพื่อการดำรงชีพระหว่างสิ่งมีชีวิต โดยการเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด

      ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตมีหลายแบบ ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์เหล่านั้น คือ เสถียรภาพและการดำรงอยู่ของชุมชนสิ่งมีชีวิตซึ่งมีความซับซ้อนมาก เราสามารถจัดหมวดหมู่ของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ได้ดังนี้ การแก่งแย่งแข่งขัน ความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับผู้บริโภคพืช การล่าระหว่างสัตว์ การล่าเมล็ดพืชโดยสัตว์กินพืช ความสัมพันธ์แบบปรสิต ความสัมพันธ์แบบอิงอาศัย และความสัมพันธ์แบบพึ่งพา ฯลฯ

      โครงการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพจากอาหารชะนี โดย ศาสตราจารย์ วรเรณ บรอคเคลแมน และคณะ มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาบทบาทของชะนี ในการกระจายเมล็ดพันธุ์ การงอกของเมล็ด และการเจริญของป่า ตลอดจนการเลือกผลไม้ที่เป็นอาหารของชะนี เพื่อดูความแตกต่างและลักษณะร่วมของผลไม้ที่เป็นอาหารของชะนีด้วย งานชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ BRT โดยอยู่ใน โปรแกรม 2 คือ การศึกษาการตรวจสอบติดตามผลของประชากรสิ่งมีชีวิต และกระบวนการทางระบบนิเวศ งานวิจัยในโปรแกรมนี้ เป็นงานที่ต้องการเวลาและมีความละเอียดอ่อน และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาและทีมงานที่เข้มแข็ง รวมทั้งเงินทุนสนับสนุนระยะยาวเพื่อให้ได้ข้อมูลและการแปรผลที่เชื่อถือได้

      เหตุที่ผู้วิจัยเลือกชะนีในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะชะนีหลายกลุ่มในพื้นที่มอสิงโต มีความคุ้นเคยกับมนุษย์แล้วเป็นอย่างดี เนื่องจากได้มีนักวิจัยหลายคนได้เคยศึกษาพฤติกรรมชะนี ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานถึง 18 ปี โดยมีเส้นทางเดินติดต่อกันทั่วถึง และมีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่อาศัยของชะนีมากพอ ที่จะทำให้ติดตามดูการกินอาหารของชะนีได้โดยสะดวก

      เนื่องจากชะนีเป็นสัตว์กินผลไม้ที่ช่วยกแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากมีความสามารถในการกลืนกินเมล็ดและขับถ่ายออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ผลไม้ป่าส่วนใหญ่จะมีเมล็ดใหญ่แต่มีเนื้อบางๆ ติดแน่นกับเมล็ด เช่น กระท้อนป่า มังคุดป่า และเงาะป่า ชะนีไม่สามารถเลือกกินแต่เนื้อได้ จึงต้องกลืนกินผลไม้ทั้งเมล็ดและจะต้องกลืนเมล็ดจำนวนมาก เพื่อจะได้รับปริมาณสารอาหารอย่างเพียงพอ ดังนั้นจึงพบเมล็ดผลไม้ในอุจจาระของชะนีได้ตลอดทั้งปี เมล็ดเหล่านี้ยังมีชีวิต และเมื่อถึงเวลาก็จะงอกบนดิน จากการศึกษาพบว่า ในรอบหนึ่งปีชะนีตัวหนึ่งจะกระจายเมล็ดพันธุ์ได้มากกว่าหนึ่งหมื่นเมล็ด และตลอดทั้งปีชะนีจะกินผลไม้ชนิดต่างๆ มากกว่า 100 ชนิด ทั้งจากไม้ยืนต้นและไม้เลื้อยพวกเถาวัลย์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดทำแผนที่และติดหมายเลขที่ต้นไม้ทุกต้นในพื้นที่แปลงศึกษาที่มีขนาด 26X100 (2) ตารางเมตร หรือ ประมาณ 162 ไร่ ซึ่งมีการแบ่งแปลงสำรวจออกเป็นขนาด 20X20 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานสากล แปลงศึกษานี้จะช่วยให้การศึกษาพฤติกรรมการหาอาหาร และกินอาหารของชะนีเป็นไปได้อย่างละเอียดทุกแง่มุม และยังทำให้เข้าใจว่า ชะนีรู้ชนิดของอาหารและแหล่งอาหารในแต่ละเดือนได้อย่างไร อาหารของชะนีจะเปลี่ยนไปในแต่ละเดือนโดยสัมพันธ์กับผลไม้ที่สุกในเดือนนั้น ได้อย่างไร สัตว์ป่าชนิดอื่นๆ เช่น กระรอก หรือนกเงือก มีความสัมพันธ์แบบแก่งแย่งพืชอาหารกับชะนีหรือไม่

      ปัจจุบัน ชาวโลกให้ความสนใจในความหลากหลายทางชีวภาพ และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ แต่กระนั้นก็ตาม การค้นหาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีประโยชน์ในป่าเขตร้อน เป็นการสุ่มทำที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ การค้นหาพืชที่มีประโยชน์เชิงผลิตภัณฑ์ ที่สร้างเคมีได้จากพืชที่มีอยู่เป็นร้อยเป็นพันชนิดในป่า จะมีวิธีการอย่างไร การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพืชและสัตว์จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการค้นหาทรัพยากรที่มีค่าดังกล่าว โดยใช้การสังเกตพฤติกรรมการอยู่ร่วมกัน

ถ้ามนุษย์พูดกับชะนีได้ ก็คงจะถามชะนีว่า
พวกมันใช้พืชชนิดใดเป็นยาบ้างหรือไม่

      ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สัตว์ต่างๆ ได้พบยาแผนโบราณมานานแล้ว และก่อนมนุษย์เสียอีก แต่พวกมันเก็บเป็นความลับไว้รอให้มนุษย์ค้นพบเองด้วยการเฝ้าสังเกตและทดสอบอย่างใกล้ชิด

หมายเหตุ : ดร.วรเรณฯ ได้ทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของชะนีในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มากยิ่งขึ้น และประจักษ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์และพืชในป่าเขาใหญ่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังได้รับฟังเสียงร้องของชะนีทั้งจากต้นฉบับ(ตัวชะนีจริงๆ ) และจากตัวอาจารย์เอง ซึ่งเหมือนกับต้นฉบับมากอีกด้วย

to News .

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย สวทช.
 
2000 Thailand Graduate Institute of Science and Technology, NSTDA. All rights reserved.